Home Blog

Happy Father Day !!

0

Happy Father Day !!

ประสบการณ์ครั้งแรกกับ งานวันพ่อที่โรงเรียน
.
ปีนี้เป็นปีแรกที่ผมได้มีโอกาสมาร่วมงานวันพ่อที่โรงเรียนลูก
.
ถึงแม้น้องเลโอจะแสนซน จนต้องไล่จับกันหลายครั้ง
.
แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ปลื้มปริ่มในหัวใจ
.
ขอบคุณ คุณภรรยาที่ร่วมทางกันมา และช่วยเหลือในการถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ ในวันนั้น
.
ขอบคุณ โรงเรียนที่จัดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ มาเติมเต็มความทรงจำดีๆ ในครอบครัวของเรา

สัณฑ์ คุณะวัฒนากรณ์

๒ ธันวาคม ๒๕ู๖๒

Speed of Trust กับ กฎแรงดึงดูด with Simon Sinek and Stephen M.R. Covey

0

เมื่อไม่กี่วันมานี้ Simon Sinek (ผู้แต่งหนังสือ Best Seller ทั้ง Start with Why และ Find your Why) เพิ่งปล่อยคลิปวีดีโอสั้นๆ พูดถึง เรื่อง “Performance vs Trust” (ตามไปดูได้ทีนี่ http://bit.ly/2CNftxr ) โดยสรุป Simon ได้วาด 2-by-2 matrix diagram ระหว่าง Performance vs Trust

2by2 Matrix: Performance and Trust
2by2 Matrix: Performance and Trust

โดยอุดมคติแล้ว ทุกองค์กร ย่อมอยากได้บุคลากรที่ Hi Perf./Hi Trust (ตามรูป เลข 1) และไม่อยากได้บุคลากรที่ Low Perf./Low Trust (ตามรูป เลข 2)

แต่คำถามสำคัญ คือ องค์กร อยากได้บุคลากรแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่าง กลุ่ม Hi-Perf./Low Trust (ตามรูป เลข 3) กับ กลุ่มMedium (or even Low) Perf./Hi Trust (ตามรูป เลข 4)

จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องเข้าใจกับคำว่า Trust ก่อน

เป็น “กฎแรงดึงดูด” หรือ ความบังเอิญ ก็มิอาจรู้แน่ชัด แต่หลังจาก คลิปของ Simon Sinek เผยแพร่ได้สองวัน ผมก็ได้มีโอกาสไป เข้าร่วมงาน “Simple to Grow: Growing @ the Speed of Trust” ที่ทางบริษัทจัดขึ้น โดยเชิญ คุณ Stephen M.R. Covey (ผู้แต่งหนังสือ Best Seller “The Speed of Trust” และ เป็นลูกชายของ Dr. Stephen R. Covey ผู้แต่ง The 7 Habits อันโด่งดัง) มาเป็นผู้บรรยาย

Trust คือ ความไว้วางใจ, Trust ประกอบด้วยสองส่วน คือ ตัวตน (Character) และ ความสามารถ (Competence), เราต้องขยายความไว้วางใจของเราออกไป เพื่อจะได้รับความไว้วางใจกลับมา เริ่มจาก ตนเอง (Self) > ความสัมพันธ์ (Relationship) > องค์กร (Organization) > ตลาด (Market) > สังคม (Society)

องค์กรที่มี Hi-Trust แล้วดีอย่างไร?

  • Low-Trust ทำให้เกิด Low-Speed & Hi-Cost
    • เช่น ผู้ผลิตส่งของไปที่พ่อค้าคนกลาง นับของ-ตรวจของ จากนั้นพ่อค้าคนกลางส่งไปที่บริษัทขนส่ง ซึ่งก็ต้องนับของ-ส่งของอีกรอบหนึ่ง ก่อนที่จะส่งไปที่ลูกค้าปลายทาง ทำให้ทั้งช้า และ ต้นทุนสูง
  • Hi-Trust ทำให้เกิด Hi-Speed & Low-Cost
    • เช่น ผู้ผลิตส่งของตรงไปที่ลูกค้าปลายทางเลย เป็นกระบวนการที่ Hi-Trust ที่ทั้ง เร็ว และ ต้นทุนต่ำกว่า

เปรียบเทียบการบริหารแบบ Low-Trust vs Hi-Trust

Command & Control Trust & Inspire
Manage People and Things Manage Things, Lead People
Compliance (Follow the Rules) Commitment (Do the Right Thing)
Transactional Transformational
Bureaucracy & Complexity Agility & Simplicity
Status Quo & Incrementalism Change & Innovation
Coordination among Groups Collaboration among Teams
Control Release, Unleash
Motivation (External) Inspiration (Internal)

ข่าวดีคือ Trust เป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้ ทั้งในส่วนของ ตัวตน (Character) และ ความสามารถ (Competence)

เรียนรู้และพัฒนาทักษะ ผ่านทาง 13 พฤติกรรมดังนี้

13 Behaviors of High-Trust Leaders

ในเมื่อมี Hi-Trust แล้วมันดีอย่างนี้ แล้วถ้าเปรียบเทียบคนที่ Hi-Perf./Low-Trust vs Medium (or Low) Perf./Hi-Trust ล่ะ เราควรจะเลือกคน หรือ ทีมงานแบบไหน

Simon Sinek บอกว่า หลุมพราง ก็คือ กลุ่มคนที่ Hi-Perf. นั้นมองเห็นได้ง่าย และ องค์กรส่วนใหญ่ มักจะให้รางวัลกับคนกลุ่มนี้ ในขณะที่ กลุ่มคนที่ Hi-Trust นั้นวัดผลยาก (แต่มองเห็นได้) อย่างไรก็ดีวิธีง่ายๆ ที่จะหากลุ่มคนที่ Hi-Perf./Low-Trust ก็คือ ให้ไปถามทีมงาน หรือ เพื่อนร่วมงาน ว่าคนไหนในทีม คือ “ตัวแสบ” (Simon ใช้คำว่า asshole เลยนะ) คนนั้นแหละ Hi-Perf./Low-Trust ในขณะที่การหาคนกลุ่ม Hi-Trust ทำได้โดยถามทีมงาน หรือ เพื่อนร่วมงาน ว่าใครที่คุณพร้อมจะร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน ใครที่คอยช่วยเหลือคุณเสมอเวลาคุณมีปัญหา หรือ เดือดร้อน คนกลุ่มนั้นแหละ “Hi-Turst”

อ่านมาถึงตรงนี้ คงถึงบางอ้อแล้ว ว่า Simon เลือกกลุ่มคนแบบไหน แล้วคุณล่ะลองนึกในใจดูว่าใครเป็นพวก Hi-Perf./Low-Trust และ ใครที่เป็นพวก Hi-Trust

ด้วยรักและห่วงใย

สัณฑ์ คุณะวัฒนากรณ์

12 พฤศจิกายน 2562

Happy New Year 2019…

0

[subscribe2]

Happy New Year 2019…

In 2018, I have learned and tried so many things doing data-driven project, creating facebook pages, starting agency firm, starting a new job, new role and new environment, etc.
Thank you my wife, PorlekPor, Leo, all my family members, my colleagues and my friends who supporting and encouraging me.
2019, year to come, I will continue my vision and my energy to put it to work.
Here is my 2019 resolution.
  • Be Happy, like a kid, happy on everything around.
  • Be Creative, don’t stop at good, don’t start at great, start from what you’ve got and start now with creativity.
  • Try and Learn, don’t wait, it’s way too expensive to wait. Just try it. Just learn from it.
  • Be Determined, never give up, put everything you got to work like laser-focused to what you dream for.
Happy new year 2019.
Sun Kunawattanakorn

Seven something

0

เวลา ๗ ปี ………. ทำให้เด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกคนหนึ่ง ได้กลายเป็นเด็กในวัยอยากรู้ ช่างสงสัย ทุกสิ่งรอบตัวเป็นสิ่งสนุกสนาน ในวัยประถม
 
เวลา ๗ ปี ………. ทำให้เด็กในวัยประถม กลายเป็นเด็กมัธยม ผู้ซึ่งเริ่มมีสังคม มีเพื่อน และเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนมากขึ้น
 
เวลา ๗ ปี ………. ทำให้เด็กมัธยม กลายเป็นเด็กวัยรุ่นที่สมบูรณ์ เตรียมพร้อมกับการออกไปค้นหา และสำรวจโลก
 
เวลา ๗ ปี ………. ทำให้คนในวัยทำงานคนหนึ่ง พัฒนาเป็นผู้ใหญ่ มีความคิดความอ่านที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่ดีมากๆ ทั้ง หัวหน้า ผู้บริหาร พี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ
 

 

ปฐมบท

“มึงทำงานอะไรอยู่นะ……. เรียนจบโทหริอยัง?” พี่โจ้ พี่ชายผู้กลายเป็นเมนทอร์ ในชีวิตผมในเวลาต่อมา กำลังหากลุ่มผู้คนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยงานที่ธนาคารกสิกรไทย
 
“ผมจะทำได้หรือพี่ ไม่เคยทำการเงินมาก่อนเลย” ผมตอบไปแบบนั้น ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วก็สนใจ เพราะก่อนหน้านี้ ในขณะที่กำลังศึกษาปริญญาโทอยู่นั้น ก็มีความชอบในวิชาการเงิน และทำได้ดีพอสมควร
 
“มึงนิสัยดี เข้ากับคนง่าย มีอยู่ในทีมแล้ว โอเค ส่วนเรื่องความรู้เดี๋ยวมาเรียนรู้ได้ กูสอนให้เอง” นั่นคือ สิ่งที่พี่โจ้ตอบ และทำให้ผมใจชื้น แล้วตัดสินใจว่า “ลองดูสักตั้ง” ยังไงก็คงมีพี่โจ้ช่วยประคองและสอนงานให้
 
เดิมทีผมทำงานทางด้านคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมชอบและสนุก ทำให้ผมตัดสินใจยากมากๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ต้องเลือก “สละ” สิ่งหนึ่งเพื่อ “ค้นหา” อีกสิ่งหนึ่ง
 
การสัมภาษณ์เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่ ทรู คอฟฟี่ สาขาสยามสแควร์ โดยมี พี่นพ และ พี่โจ้ เป็นผู้สัมภาษณ์ ในเวลาต่อมาไม่นาน ผมก็ได้งานที่นี่ ผ่านการตัดสินใจอนุมัติอันเด็ดเดี่ยวจากพี่ส้ม  แม้ว่าในวันสัมภาษณ์นั้นผมจะรู้สึกว่าตอบคำถามได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ตอบตามความเข้าใจและความรู้ที่มี ณ วันนั้น แถมยังไม่มีประสบการณ์การทำงานทางด้านการเงินการธนาคารใดๆ มาก่อนเลย
 
คำขอบคุณ: พี่โจ้ ผู้ชี้แนะแนวทางเสมอมา, พี่นพและพี่ส้ม ผู้ให้โอกาสและกล้าที่จะเลือกรับคนอย่างผมเข้าทำงาน
 

แยกร่าง

เหมือนฝัน….. สภาพทีมและฝ่ายในเวลานั้นต้องเรียกว่าสุดยอดมากๆ ทุกคนสนิท เหนียวแน่น กลมเกลียวกันเป็นอย่างมาก หนึ่งเดือนแรกของการทำงาน ผมจำได้เลยว่าพี่ๆ ได้พาผมออกไปทานอาหารกลางวัน ต่างร้านกันตลอดทั้งเดือน
 
ผมโชคดี ได้พี่กะทิ เป็นบัดดี้ คอยสอนงาน และช่วยเหลือในด้านต่างๆ พี่โจ้คอยประสิทธิ์ประสาทความรู้ และให้คำแนะนำในการใช้ชีวิต ได้พี่ตุ๊ก พี่นพเป็นแกนกลางยึดเหนี่ยวจิตใจ ของทุกคนจนสนิทกันได้ขนาดนี้ ทำงานมาหลายที่ก็ไม่เคยเจอที่ไหนสนิทกันขนาดนี้ สภาพทีมที่อบอุ่นขนาดนี้ ผสานกับการสอนงานที่เอาใจใส่และเป็นกันเอง ทำให้ผมเชื่อแน่แล้วว่า ผมตัดสินใจไม่ผิด
 
พลันตื่น….. เวลาน้ำผึ้งพระจันทร์ของผมเกิดขึ้นเพียงแค่สามเดือน การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ทำให้ทีมที่อบอุ่นนั้นต้องย้ายไปอยู่ฝ่ายงานอื่น เหลือเพียงพี่บัดดี้ที่ยังคงอยู่คอยสอนงานผม (ไปอีกระยะหนึ่ง) เหตุการณ์นี้ทำให้ได้ผมมีหัวหน้าใหม่ คือ พี่วี และเพื่อนร่วมงานใหม่ทั้ง พี่เลี๊ยก น้องตั๊ก พี่ฮิม พี่เก๋ ความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดมาเพียงสามเดือน ทำให้ผมรู้สึกว่ายังไม่พร้อม ภายในใจนั้นรู้สึกสั่นคลอน อยากจะหางานใหม่ แต่เราจะทำอย่างไร ในเมื่อเพิ่งเปลี่ยนสายงานมาเพียงสามเดือน หรือเราจะกลับไปทำสายงานคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ ที่เราจากมา? คำถามเหล่านี้ วนเวียนอยู่ในตัวผมเป็นเวลาหลายสัปดาห์
 
ฟื้นมา….. ทุกวิกฤติมีโอกาส คำกล่าวนี้ช่างคมคายยิ่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดมันย่อมขึ้นอยู่กับทัศนคติของผู้ที่อยู่ในวิกฤตินั้นด้วยว่าจะมองเห็นมันเป็นโอกาสหรือไม่ ย้อนกลับไปก่อนหน้าไม่นาน ผม พี่โจ้ และพี่กะทิ ได้มีโอกาสไปร่วมประชุมกับผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่ง นามว่า พี่สำมิตร เป็นการประชุมที่พี่สำมิตรต้องการให้รายงานที่ผมทำอยู่เป็นรายเดือนนั้น เร็วขึ้นกว่าเดิมเป็น รายวัน เพื่อใช้ในการบริหารจัดการที่ทันท่วงที ในเวลานั้นเองในหัวของผมพลันคิดถึงแต่วิธีการว่าจะทำอย่างไรให้ได้รายงานเป็นรายวัน และในแบบที่เราไม่เหนื่อยด้วย พี่ๆ ที่มาประชุมด้วยกันก็พยายาม ต่อรองเป็น รายสองสัปดาห์บ้าง รายสัปดาห์บ้าง เพราะพี่ๆ เกรงว่า ผู้ทำอย่างผมจะต้องทำจนเหนื่อยและเบื่อ ทันใดนั้นเองผมก็โพล่งออกไปว่า “ผมว่าผมทำรายวันได้ครับ” ผมตอบออกไปไม่ใช่เพื่อจะเอาหน้า สร้างผลงาน แต่โพล่งออกไปเพราะเกิดไอเดียการเขียนโปรแกรมเพื่อจะดึงรายงานให้เป็นอัตโนมัติ พี่สำมิตรตอบกลับทันควัน “ไม่เจอน้องที่มีทัศนคติแบบนี้มานานแล้ว”
 
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสของผม จนต่อยอดทำให้ในเวลาต่อมา ผมได้รับความไว้วางใจจาก พี่อั๋น พี่เชษฐ์ และ พี่วี ที่มอบหมายให้ผมได้เป็นนักวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของกลุ่มงานที่พี่สำมิตรดูแล
 
คำขอบคุณ: พี่สำมิตรผู้มอบโอกาสให้ผมได้พิสูจน์ฝีมือ, พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ในฝ่ายสธ.ทุกท่าน ที่ทำให้ผมเข้าใจว่าที่ทำงานคือบ้านหลังที่สองเป็นอย่างไร ทั้ง พี่อั๋น พี่เชษฐ์ พี่ส้ม พี่นพ พี่วี พี่หลี พี่ก้อย(อร) พี่ก้อย(ชว) พี่โจ้ พี่กะทิ พี่เตย พี่เก๋ พี่ฮิม พี่ตุ๊ก พี่อ้อ พี่หนุ่ม พี่ป๊อก พี่แป๊ก พี่กิจ พี่วิว พี่เอ พี่คม พี่ต๋อง พี่แอ้ พี่บัว พี่หยี พี่เยี่ยม พี่ปอ ตั้ม น้องตั๊ก น้องโด่ง น้องพง แยม แอ๋ม ปุ้ย ยุทธ วร และท่านอื่นๆ อีกมาก ที่ผมมิอาจกล่าวถึงได้หมด
 

ผสานพลัง

เมื่อตั้งหางเสือไว้ถูกทิศ สิ่งที่คิดต่อไปก็คือ ตั้งใจทำ จากนั้นก็แค่รอเวลา ให้จังหวะและโอกาสหมุนมาที่เรา และไม่นานจนเกินรอ โอกาสนั้นก็มา เมื่อผมได้วิเคราะห์งานชิ้นหนึ่ง และผลของงานนั้นทำให้สายงานธุรกิจ เข้าใกล้เป้าหมายประจำปีไปอีกนิด ซึ่งไม่น่าจะใช่สาระสำคัญเท่าใดนัก แต่ พี่ก้อย (อร) มองว่าเมื่อผลงานของผมช่วยสายงานธุรกิจได้ แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ควรมองข้าม จึงเชื้อเชิญผมให้ไปนำเสนอผลงานในเวทีใหญ่ เวทีที่ได้พบกับผู้บริหารระดับสูงของสายงานธุรกิจในระดับเดียวกับพี่สำมิตร ทั้ง พี่เบน พี่อู้ด และหัวหน้าใหญ่ ผู้บริหารสายงาน พี่วศิน
 
เหตุการณ์นี้เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่เริ่มๆ จะเชื่อมต่อกับจุดอื่นๆ ก่อนหน้า ที่ขยายผลทำให้ผมได้รับโอกาสรับใช้สายงานธุรกิจเรื่อยมา และขยายขอบเขตของงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเรียกได้ว่าเสมือนผมทำงานอยู่ในสายธุรกิจด้วยซ้ำไป
 
การได้ทำงานให้สายงานธุรกิจทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก และ เร็วมาก มีครั้งหนึ่ง ผมตั้งใจวิเคราะห์งานอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยทำมา เพื่อจะค้นหาสาเหตุถึงผลการดำเนินงานที่ไม่ถึงเป้าหมายในปีก่อนหน้า แต่หลังจากที่นำเสนอไป พี่วศิน ก็ติงและทักผมมาว่า “มันก็ดีนะที่มาวิเคราะห์ให้พี่ดูว่า พี่ตีหลุมหนึ่ง ยังไง ต้องปรับปรุงตรงไหน แต่ตอนนี้พี่อยู่หลุมเก้าแล้ว จะดีกว่าไหม ถ้าจะมาแนะนำพี่เลยว่าให้พี่ตีหลุมเก้าอย่างไร” ได้ยินครั้งแรกผมถึงกับเสียศูนย์ไปชั่วขณะ เพราะมัวแต่ไปคาดหวังว่าสิ่งที่เราทำมาอย่างเต็มที่จะต้องดี จะต้องสมบูรณ์ เมื่อตั้งสติได้ ก็ลองมองเหตุการณ์นี้ใหม่ สิ่งที่พี่วศินสอนสั่งนี้ไม่ได้ทำให้ผมท้อใจ แต่กลับทำให้ผมตาสว่าง มองเห็นโลกในมุมกว้าง และใช้เป็นจุดยึดในการทำงานเสมอมา เป็นบทเรียนล้ำค่าที่ถ้าเราไม่ได้ลองพยายามให้เต็มที่ก็จะไม่มีวันได้รับ
 
คำขอบคุณ: พี่วศิน พี่สำมิตร พี่เบน พี่อู๊ด ผู้ให้ความเอ็นดู และหยิบยื่นโอกาสให้กับผม, พี่กิฟต์ ผู้อยู่เบื้องหลังในการส่งมอบโอกาสต่างๆ และช่วยเสริมแรงในบางครั้ง, พี่ๆ ทีมลีด กลุ่มลูกค้าสหบรรษัท และลูกค้าบรรษัททุกท่าน ที่เอ็นดูผมเสมอมา
 

พุ่งไปข้างหน้า

เวลาเปลี่ยน เพื่อนร่วมทางก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไป ….. ถือว่าผมค่อนข้างโชคดีที่ได้ร่วมงานกับผู้บริหารระดับสูงที่หลากหลาย ทำให้ผมได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง แต่ทว่าสร้างสรรค์ และก็เป็นอีกครั้งที่มีการปรับโครงสร้างองค์กร ผมได้เปลี่ยนผู้บริหารสายงาน จาก พี่อั๋น เป็น พี่วัลลภ ได้เปลี่ยนผู้อำนวยการ จาก พี่ส้ม เป็น พี่ยุ้ย ซึ่งพี่ทั้งสองท่านได้ช่วยหล่อหลอมให้ผมเติบโตขึ้นได้อย่างมั่นคง บนความมั่นใจที่เพิ่มพูน
 
ทีมงานก็เปลี่ยน ….. จาก พี่เลี๊ยก น้องตั๊ก น้องปาล์ม น้องเธอ เปลี่ยนเป็น น้องตั๊ก น้องนอ น้องตั้น น้องเมธ น้องตั้ม เรื่อยมาจนถึง น้องปอย น้องโย น้องหลิน น้องตง น้องเติร์ด และ น้องอุ่น บนบริบทของงานที่ค่อยๆ ปรับเลี่ยนไป
 
เมื่อทีมครบ ก็พร้อมรบกับทุกศึก …… ภายใต้การบริหารงานของพี่วัลลภ และ พี่ยุ้ย ทำให้เรือลำใหญ่นี้ แล่นผ่านนาวาต่างๆ มากมาย ผลงานเริ่มเป็นที่ประจักษ์ ทุกคนร่วมแรงร่วมใจผลักดันให้เรือลำนี้ พุ่งทะยานไปข้างหน้า แน่นอนว่าพี่วัลลภ และ พี่ยุ้ย เป็นสองผู้มีพระคุณกับผม ที่ทำให้ผมกลายเป็นผมในทุกวันนี้
 
ในขณะที่เรือลำนี้กำลังพุ่งไปข้างหน้านั้น กาลเวลาก็ยังคงทำหน้าที่ของมัน ผมได้รับโอกาสที่พี่กิฟต์ชวนผม ไปแนะนำตัวและแนะนำงาน ให้กับผู้บริหารระดับสูงคนใหม่ ที่ชื่อ พี่หน่อย ผมยังจำได้อย่างแม่นยำ ในวันที่ไปที่โต๊ะของพี่หน่อย พร้อมพี่กิฟต์ นั้น ผมก็ได้รับฟังวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูงคนใหม่ ที่ทำให้ผมเข้าใจว่า ในตำแหน่งระดับนี้ คงไม่มีใครได้มาเพราะโชคช่วยเป็นแน่แท้ มิเพียงเท่านั้น ผมยังได้ร่วมงานกับ พี่เดช และ พี่ทีม ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของสายงานธุรกิจในเวลาต่อมา
 
ไม่เว้นแม้กระทั้่งผู้บริหารสายงาน ผมได้เรียนรู้เพิ่มเติม จากผู้บริหารสายงานธุรกิจคนใหม่ ทั้งพี่ปั่น พี่หมู พี่อู๊ด และ พี่ปั๋ม ที่มีแนวคิด วิสัยทัศน์ที่เด่นชัดและเป็นเอกลักษณ์ ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้เพิ่มเติมไปไม่มีที่สิ้นสุด
 
ภายในเรือของเราก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ผมยังได้ร่วมงานกับผู้บริหารสายงาน ทั้ง พี่เล็ก และ พี่ตาว ผู้ซึ่งต่อมาได้มอบโอกาสสำคัญให้ผมได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแนวการปรับปรุงกระบวนการ หรือ งานในแนวการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และได้ใช้ทักษะใหม่ๆ ผสานกับทักษะเดิมๆ ที่เคยทิ้งไว้ให้รกร้าง ได้กลับมาทำงานในบริบทของมัน ในส่วนของผู้บริหารระดับสูง ผมก็ได้รับโอกาสที่สำคัญที่ได้เรียนรู้จากพี่ๆ ผู้บริหาร ทั้ง พี่พรรณี พี่โก้ พี่เก๋ พี่อึ๊ง พี่เกรียง พี่อู๊ด พี่ตุ๋ม พี่โป้ง พี่โป่ง พี่เดียร์ พี่โอ๋ พี่โจ้ พี่เหน่ง พี่เป๊กกี้ และอีกหลายท่าน นอกจากผู้นำเรือและผู้บริหารแล้ว ผมยังได้ร่วมทางเดินกับ พี่ๆ ในเรือ ทั้ง พี่มน พี่ตั้ม พี่วี พี่เอ๋ (ดวงพร) พี่หนึ่ง พี่หลี  พี่เอ๋ (อาภากร) น้องนัท และ อีกครั้ง พี่ก้อย (ชว) ผู้เป็นห่วงเป็นใยผมเสมอมา ตลอดจน เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคน ที่ทำให้เรือลำนี้ เป็นเรือที่พิเศษมากๆ สำหรับผม
 
ในนาวามิได้มีเรือเพียงลำเดียว ….. ผมได้มีโอกาสประสานงาน กับเรือลำอื่นอีกหลายลำ อาทิ หัวหน้าเรือการเงินที่ชื่อ พี่อิ๊งค์ และทีมงานทั้งพี่น้ำ พี่หยก ลิซ่า ต้น เต้ พี่ตู้ พี่เปิ้ล พี่ไก่ – พี่อิ๊งค์เป็นนพี่ต้นแบบทางวิชาการที่ค่อนข้างเอ็นดูผม ผมได้ค่อยๆซึมซับว่า การสอบไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ ทว่า ชีวิตคือการเรียนรู้ไปตลอดต่างหาก ตลอดจนเรือลำอื่นๆ ทั้งพี่แนท พี่โชค พี่แอน พี่โช เอ เพชร พี่นัทชา พี่โอ๋ พี่ฝน พี่แอ้ พี่ลิ้ม พี่ดี๊ พี่เต๋ พี่กลาง พี่เหมียว และท่านอื่นๆ อีกมากมาย มิรู้จะกล่าวอย่างไรได้หมด
 
คำขอบคุณ: ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกท่าน ที่นำพาประสบการณ์อันล้ำค่าเหล่านี้ที่มันจะฝังอยู่ในหัวจิตหัวใจของผมตลอดไป เป็นประสบการณ์ที่เรียนปริญญาอีกกี่ใบ ก็คงไม่มีทางได้รับ
 

เปลี่ยนแปลง

เมื่อจดบันทึกความทรงจำจนถึงสุดขอบหน้ากระดาษ ก็ถึงเวลาที่ต้องขึ้นหน้าใหม่
 
ผมไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่า แต่ที่รู้แน่ชัดคือเราถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง เราจะเจอผู้บริหาร หัวหน้า พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่ดีขนาดนี้อีกหรือเปล่า มันคงเป็นปริศนาที่ ผมเท่านั้นต้องออกไปค้นหาคำตอบ
 
ผมเข้าใจว่ามันเป็นครรลองของชีวิต
ถ้ามิได้ลอง ก็อาจต้องตรอง คาใจไปตลอดชีวิต
ไม่ว่าจะขอบคุณอีกกี่ร้อยหมื่น ก็คงไม่เพียงพอกับสิ่งที่ธนาคารแห่งนี้มอบให้แก่ผม
 
และนี่คือเรื่องเล่า ๗ ปี กว่าๆ ของผมที่ธนาคารกสิกรไทย
 
สัณฑ์ คุณะวัฒนากรณ์
๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑

ตัดสินใจหนึ่งถึงร้อยหมื่น

0

ตัดสินใจหนึ่งถึงร้อยหมื่น

ด้วยภารกิจความเป็นพ่อที่รัดตัวพาลูกเรียนช่วงเช้า นัดเจอเพื่อน ให้ลูกเราได้เจอลูกเพื่อนช่วงเย็น

พอมีเวลาช่วงบ่ายประมาณสามชั่วโมง (ช่วงลูกหลับ)​

ผมควรทำอะไรดี

– ไปหาหมอเพื่อรักษาอาการเอ็นอักเสบที่ฝ่าเท้า

– ไปงานสัปดาห์หนังสือสองวันสุดท้ายที่ศูนย์สิริกิตติ์

– เคลียร์ชีวิตที่ยุ่งเหยิง ให้เวลากับตัวเองจัดระเบียบชีวิต

ผมตัดสินใจทำสองอย่างแรก แม้จะเหลือเวลาให้งานหนังสือ แค่ชั่วโมงเดียว

ก้าวแรกที่เข้าสู่งาน บูทแรกที่เข้าถึง ก็ได้พบกับ อ.ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

อ.ภิญโญ เป็น idol ของผมในด้านงานเขียน การเล่าเรื่องของอาจารย์ นั้นเป็นการย่อยประวัติศาสตร์ให้เป็นคำเล็กๆ และเชื่อมโยงกับเรื่องราวในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ผมไม่ได้รู้จัก อ.ภิญโญ เป็นการส่วนตัว ไม่เคยเจอกันเลยด้วยซ้ำ รู้จักผ่านตัวหนังสือเท่านั้น

แต่การตัดสินใจหนึ่ง พาผมไปถึงร้อยหมื่น ตามชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของอาจารย์

จาก ปัญญาอนาคต และ ปัญญาอดีต นำผมไปสู่ ปัญญางานจัดการตน ปัญญาวิชาชีวิต ปัญญาอิตาลี ลีลาอิตาลี และ ชีวิตศตวรรษ

การได้พบ อ.ภิญโญ และได้ลายเซ็นต์อาจารย์ในหนังสืิอทุกเล่ม โดยบังเอิญและไม่ตั้งใจ เป็นการเติมพลังชีวิต และพลังสมองของผมได้อย่างสมบูรณ์

แค่ตัดสินใจหนึ่ง แล้วรอดูผลร้อยหมื่นที่จะตามมา

ซึ่งครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและคุ้มค่า

สัณฑ์ คุณะวัฒนากรณ์

Apple event: เมื่อ iPhone X เป็นพระเอก, iPhone 8 เป็นลูกเมียน้อย (แล้ว iPhone 9 ไปไหน??)

0

เมื่อวันที่ 12 Sep 2017 ทาง Apple มีการจัดงาน “Apple Special Event” @Steve Jobs Theater, Cupertino

ซึ่งงานนี้ก็เหมือนงาน Apple event ประจำปีทั่วๆไป ที่เป็นการอัปเดต Product line ต่างๆ ไล่เรียงไปตั้งแต่

  • watchOS 4
  • iOS 11
  • Apple TV 4K
  • Apple WATCH series 3

แล้วก็มาถึง product line ที่ทุกคนรอคอย นั่นคือ

iPhone 8 ซึ่ง ก็คล้ายๆ กับงานเปิดตัวรุ่นก่อนหน้าของ iPhone ที่พักหลังไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่

แค่เครื่องแรงขึ้น เร็วขึ้น ชัดขึ้น และแพงขึ้น

iPhone 8, iPhone 8 Plus

พอ Phil ส่งเวทีต่อให้ Tim ผมก็เตรียมจะไปนอนละ

แต่ปรากฏว่างานนี้ Tim มี surprise ด้วยการเปิดตัว iPhone X

Surprise by Tim Cook

iPhone X

ซึ่งทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย ไม่ได้มีความรู้สึกนี้มานานแล้วนับตั้งแต่ งานเปิดตัว Original iPhone, iPad

iPhone X (หรือ iPhone 10) นี้มีของเล่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

หน้าจอใหญ่กว่าและคมชัดกว่า iPhone 8 Plus

ด้วยความที่ไม่มีขอบ และ ปุ่ม Home อีกต่อไปแล้วทำให้ iPhone X มีขนาดหน้าจอถึง 5.8″ ใหญ่กว่า iPhone 8 Plus ซะอีก ยิ่งไปกว่านั้นความคมชัดก็โดดเ่ด่นขึ้นไปอีก กับ ฺSuper Retina HD Display

iPhone X vs iPhone 8

ไม่มีปุ่ม Home แล้ว unlock ยังไง?

คำตอบคือ Face ID ต่อไปนี้ unlock ด้วยหน้าของเราแล้วครับ ซึ่งทาง Apple claim ว่ามีความปลอดภัยสูงกว่า Touch ID มาก (Face ID มีโอกาส 1 ใน 1,000,000 ที่เมื่อเครื่องถูกขโมยจาก access เข้าเครื่องได้ ในขณะที่ Touch ID มีโอกาส 1 ใน 50,000)

Face ID

For Touch ID, there’s a 1 in 50,000 chance that someone can steal access to your phone. With Face ID, the chances drop to one in a million.

Gimmick

ในเมื่อ scan หน้าได้ละเอียดขนาดนั้น ก็เลยทำเป็น Emoji ที่ขยับหน้าตามที่เราขยับได้เลย แต่ใช้ได้เฉพาะใน iMessage เท่านั้นนะ

Scan หน้าได้ ก็เอาไปใช้กับ Emoji ให้ขยับตามหน้าเราเลย

Emoji เปลี่ยนหน้าได้หลากหลาย

Air Power

อันนี้ไม่มีอะไร ก็ชาร์จแบบไม่สียบตูด

ชาร์จแบบไม่เสียบตูด (คนอื่นเค้ามีกันนานละ)

ปิดท้าย แน่นอนก็แพงขึ้นสิครับ

แพงขึ้นตามลำดับ

ท้ายสุด ถามว่าซื้อมั้ย?

ตังค์เหลือก็ซื้อครับ ความสามารถมันไปเกินความต้องการของผมไปไกลแล้ว

Rest In Peace – Steve Jobs, the Prophet of our world

1

25541006-221731.jpg

I am honored to be with you today at your commencement from one of the finest universities in the world. I never graduated from college. Truth be told, this is the closest I’ve ever gotten to a college graduation. Today I want to tell you three stories from my life. That’s it. No big deal. Just three stories.

The first story is about connecting the dots.

I dropped out of Reed College after the first 6 months, but then stayed around as a drop-in for another 18 months or so before I really quit. So why did I drop out?

It started before I was born. My biological mother was a young, unwed college graduate student, and she decided to put me up for adoption. She felt very strongly that I should be adopted by college graduates, so everything was all set for me to be adopted at birth by a lawyer and his wife. Except that when I popped out they decided at the last minute that they really wanted a girl. So my parents, who were on a waiting list, got a call in the middle of the night asking: “We have an unexpected baby boy; do you want him?” They said: “Of course.” My biological mother later found out that my mother had never graduated from college and that my father had never graduated from high school. She refused to sign the final adoption papers. She only relented a few months later when my parents promised that I would someday go to college.

And 17 years later I did go to college. But I naively chose a college that was almost as expensive as Stanford, and all of my working-class parents’ savings were being spent on my college tuition. After six months, I couldn’t see the value in it. I had no idea what I wanted to do with my life and no idea how college was going to help me figure it out. And here I was spending all of the money my parents had saved their entire life. So I decided to drop out and trust that it would all work out OK. It was pretty scary at the time, but looking back it was one of the best decisions I ever made. The minute I dropped out I could stop taking the required classes that didn’t interest me, and begin dropping in on the ones that looked interesting.

It wasn’t all romantic. I didn’t have a dorm room, so I slept on the floor in friends’ rooms, I returned coke bottles for the 5¢ deposits to buy food with, and I would walk the 7 miles across town every Sunday night to get one good meal a week at the Hare Krishna temple. I loved it. And much of what I stumbled into by following my curiosity and intuition turned out to be priceless later on. Let me give you one example:

Reed College at that time offered perhaps the best calligraphy instruction in the country. Throughout the campus every poster, every label on every drawer, was beautifully hand calligraphed. Because I had dropped out and didn’t have to take the normal classes, I decided to take a calligraphy class to learn how to do this. I learned about serif and san serif typefaces, about varying the amount of space between different letter combinations, about what makes great typography great. It was beautiful, historical, artistically subtle in a way that science can’t capture, and I found it fascinating.

None of this had even a hope of any practical application in my life. But ten years later, when we were designing the first Macintosh computer, it all came back to me. And we designed it all into the Mac. It was the first computer with beautiful typography. If I had never dropped in on that single course in college, the Mac would have never had multiple typefaces or proportionally spaced fonts. And since Windows just copied the Mac, it’s likely that no personal computer would have them. If I had never dropped out, I would have never dropped in on this calligraphy class, and personal computers might not have the wonderful typography that they do. Of course it was impossible to connect the dots looking forward when I was in college. But it was very, very clear looking backwards ten years later.

Again, you can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future. You have to trust in something — your gut, destiny, life, karma, whatever. This approach has never let me down, and it has made all the difference in my life.

My second story is about love and loss.

I was lucky — I found what I loved to do early in life. Woz and I started Apple in my parents garage when I was 20. We worked hard, and in 10 years Apple had grown from just the two of us in a garage into a $2 billion company with over 4000 employees. We had just released our finest creation — the Macintosh — a year earlier, and I had just turned 30. And then I got fired. How can you get fired from a company you started? Well, as Apple grew we hired someone who I thought was very talented to run the company with me, and for the first year or so things went well. But then our visions of the future began to diverge and eventually we had a falling out. When we did, our Board of Directors sided with him. So at 30 I was out. And very publicly out. What had been the focus of my entire adult life was gone, and it was devastating.

I really didn’t know what to do for a few months. I felt that I had let the previous generation of entrepreneurs down – that I had dropped the baton as it was being passed to me. I met with David Packard and Bob Noyce and tried to apologize for screwing up so badly. I was a very public failure, and I even thought about running away from the valley. But something slowly began to dawn on me — I still loved what I did. The turn of events at Apple had not changed that one bit. I had been rejected, but I was still in love. And so I decided to start over.

I didn’t see it then, but it turned out that getting fired from Apple was the best thing that could have ever happened to me. The heaviness of being successful was replaced by the lightness of being a beginner again, less sure about everything. It freed me to enter one of the most creative periods of my life.

During the next five years, I started a company named NeXT, another company named Pixar, and fell in love with an amazing woman who would become my wife. Pixar went on to create the worlds first computer animated feature film, Toy Story, and is now the most successful animation studio in the world. In a remarkable turn of events, Apple bought NeXT, I returned to Apple, and the technology we developed at NeXT is at the heart of Apple’s current renaissance. And Laurene and I have a wonderful family together.

I’m pretty sure none of this would have happened if I hadn’t been fired from Apple. It was awful tasting medicine, but I guess the patient needed it. Sometimes life hits you in the head with a brick. Don’t lose faith. I’m convinced that the only thing that kept me going was that I loved what I did. You’ve got to find what you love. And that is as true for your work as it is for your lovers. Your work is going to fill a large part of your life, and the only way to be truly satisfied is to do what you believe is great work. And the only way to do great work is to love what you do. If you haven’t found it yet, keep looking. Don’t settle. As with all matters of the heart, you’ll know when you find it. And, like any great relationship, it just gets better and better as the years roll on. So keep looking until you find it. Don’t settle.

My third story is about death.

When I was 17, I read a quote that went something like: “If you live each day as if it was your last, someday you’ll most certainly be right.” It made an impression on me, and since then, for the past 33 years, I have looked in the mirror every morning and asked myself: “If today were the last day of my life, would I want to do what I am about to do today?” And whenever the answer has been “No” for too many days in a row, I know I need to change something.

Remembering that I’ll be dead soon is the most important tool I’ve ever encountered to help me make the big choices in life. Because almost everything — all external expectations, all pride, all fear of embarrassment or failure – these things just fall away in the face of death, leaving only what is truly important. Remembering that you are going to die is the best way I know to avoid the trap of thinking you have something to lose. You are already naked. There is no reason not to follow your heart.

About a year ago I was diagnosed with cancer. I had a scan at 7:30 in the morning, and it clearly showed a tumor on my pancreas. I didn’t even know what a pancreas was. The doctors told me this was almost certainly a type of cancer that is incurable, and that I should expect to live no longer than three to six months. My doctor advised me to go home and get my affairs in order, which is doctor’s code for prepare to die. It means to try to tell your kids everything you thought you’d have the next 10 years to tell them in just a few months. It means to make sure everything is buttoned up so that it will be as easy as possible for your family. It means to say your goodbyes.

I lived with that diagnosis all day. Later that evening I had a biopsy, where they stuck an endoscope down my throat, through my stomach and into my intestines, put a needle into my pancreas and got a few cells from the tumor. I was sedated, but my wife, who was there, told me that when they viewed the cells under a microscope the doctors started crying because it turned out to be a very rare form of pancreatic cancer that is curable with surgery. I had the surgery and I’m fine now.

This was the closest I’ve been to facing death, and I hope it’s the closest I get for a few more decades. Having lived through it, I can now say this to you with a bit more certainty than when death was a useful but purely intellectual concept:

No one wants to die. Even people who want to go to heaven don’t want to die to get there. And yet death is the destination we all share. No one has ever escaped it. And that is as it should be, because Death is very likely the single best invention of Life. It is Life’s change agent. It clears out the old to make way for the new. Right now the new is you, but someday not too long from now, you will gradually become the old and be cleared away. Sorry to be so dramatic, but it is quite true.

Your time is limited, so don’t waste it living someone else’s life. Don’t be trapped by dogma — which is living with the results of other people’s thinking. Don’t let the noise of others’ opinions drown out your own inner voice. And most important, have the courage to follow your heart and intuition. They somehow already know what you truly want to become. Everything else is secondary.

When I was young, there was an amazing publication called The Whole Earth Catalog, which was one of the bibles of my generation. It was created by a fellow named Stewart Brand not far from here in Menlo Park, and he brought it to life with his poetic touch. This was in the late 1960’s, before personal computers and desktop publishing, so it was all made with typewriters, scissors, and polaroid cameras. It was sort of like Google in paperback form, 35 years before Google came along: it was idealistic, and overflowing with neat tools and great notions.

Stewart and his team put out several issues of The Whole Earth Catalog, and then when it had run its course, they put out a final issue. It was the mid-1970s, and I was your age. On the back cover of their final issue was a photograph of an early morning country road, the kind you might find yourself hitchhiking on if you were so adventurous. Beneath it were the words: “Stay Hungry. Stay Foolish.” It was their farewell message as they signed off. Stay Hungry. Stay Foolish. And I have always wished that for myself. And now, as you graduate to begin anew, I wish that for you.

Stay Hungry. Stay Foolish.

Thank you all very much.

Starbucks 4 – เมื่อ Starbucks คิดนอกกรอบ

7

เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่กาแฟ Starbucks ได้อยู่คู่กับโลกเบี้ยวๆใบนี้ กาแฟ Starbucks เป็นมากกว่าแค่กาแฟ เริ่มต้นจากการคิดค้นเมนูใหม่ๆ อย่างพวก Frappuccino เพื่อเป็นการเพิ่มมิติในกับกาแฟ จนร้านรวงต่างๆ เลียนแบบและวิวัฒนาการไปเป็นกาแฟปั่นที่เห็นกันอยู่ทั่วไป

ตลอดจน Concept ในการทำให้ร้าน Starbucks เหมือนเป็นสถานที่ที่ 3 ในชีวิตต่อจาก บ้าน และ ที่ทำงาน

ปี 2011 นี้เป็นปีครบรอบ 40 ปีของ Starbucks เลยมีการทำ Big Surprises ด้วยการเปลี่ยนโลโก้ใหม่โดยการตัดคำว่า Starbucks Coffee ออกจากโลโก้เหลือเพียงแค่รูปนาง Siren เท่านั้น

โลโก้ใหม่ปี 2011 ที่ไม่มีกรอบแล้ว

ด้วย Brand ที่เข้มแข็งและเป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่แล้วนั้น ผมเชื่อว่า Starbucks เองก็พร้อมที่จะก้าวเดินออกไปในที่ที่ไม่เคยเดินเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหมายอย่างไร?

ดูเ้ผินๆ ก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนโลโก้เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปี เพื่อจะทำการ Refresh Brand เท่านั้น (Starbucks เคยเปลี่ยนโลโก้มาแล้วสองครั้งก่อนหน้านี้) แต่ถ้ามองในเชิงธุรกิจแล้ว Starbucks ต้องการอะไรจากการเปลี่ยนโลโก้ครั้งนี้

  • 1. เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการครบรอบ 40 ปี
  • 2. ทำการ Refresh brand ให้ดูทันสมัยมากขึ้น
  • 3. ขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
  • ฯลฯ

โดยความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว ผมมองว่าการที่ Starbucks ตัดคำว่า Starbucks Coffee ออกไปจากโลโก้ปัจจุบันนั้นเป็นการสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมาว่าต่อไปนี้ Starbucks จะไม่ได้ทำแค่กาแฟเท่านั้น!!

ด้วย Brand ที่เข้มแข็งและเป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่แล้วนั้น ผมเชื่อว่า Starbucks เองก็พร้อมที่จะก้าวเดินออกไปในที่ที่ไม่เคยเดินเช่นกัน

สรุปผลงาน Golden Globe ครั้งที่ 68 (2011)

0

กลายเป็นธรรมเนียมประจำ Blog ไปแล้วครับสำหรับการทำสรุปผลงานประกาศผลรางวัลทั้งลูกโลกทองคำ และรางวัลออสการ์

โพสต์นี้ก็เช่นเคยครับกับสรุปผลรางวัล “ลูกโลกทองคำ” หรือ Golden Globe ครั้งที่ 68 โดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในฮอลลีวูด (ถึงโพสต์จะมาช้าไปหน่อย แต่ก็ดีกว่าไม่มานะครับ)

งานนี้ถือว่าสมใจผมนะครับ เพราะว่ามีหนังที่ผมชื่นชอบหลายเรื่องที่ได้รางวัลนะครับไม่ว่าจะเป็น The Social Network หรือ The Fighter รวมไปถึงนักแสดงโปรดของผมอย่าง Cristian Bale กับ Natalie Portman ก็คว้ารางวัลสำคัญกันถ้วนหน้า ตามมาดูบทสรุปของงานลูกโลกทองคำประจำปี 2011 กันได้เลยครับ

ปล. เพิ่งรู้นะเนี่ยว่า The Tourist เป็นหนังตลก 🙂

เจาะตำนานสงคราม Browser จากรายการแบไต๋ไฮเทค

1

ทุกวันนี้ Web Browser ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของนักท่องอินเตอร์เน็ตไปแล้ว ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่นั่นหมายความว่าคุณกำลังใช้ Web Browser อยู่เช่นกัน

Web Browser เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการท่องอินเตอร์เน็ต ใช้ในการเปิดเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆผ่านทางอินเตอร์เน็ต

สงคราม Browser ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ

ตั้งแต่ Web Browser ตัวแรกถือกำเนิดขึ้นจนถึงทุกวันนี้ที่ Internet Explorer จากค่าย Microsoft (ยัง)เป็นจ้าวตลาดอยู่นั้นก็เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วครับ สงคราม Web Browser ระหว่าง Microsoft, Mozilla, Apple เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งเค้กก้อนใหม่ (ที่ใหญ่มาก) ในโลกอินเตอร์เน็ต ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น แถมด้วยการมีคู่แข่งรายใหม่ที่น่ากลัวอย่าง Google เข้ามาขอแบ่งเค้กด้วย (ล่าสุดมี RockMelt มาร่วมแจมด้วย แต่ยังคงต้องรอดูกันยาวๆ สำหรับ RockMelt)

ลองติดตามกันครับกับ “เจาะตำนานสงคราม Browser

Credit: รายการแบไต๋ไฮเทค ทางช่อง Nation Channel