Home Blog Page 2

8 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ โดย Richard St. John

0

สวัสดีปีใหม่ปี 2554 ปีกระต่ายทองครับ ขอให้ปีนี้เป็นปีทองของผู้อ่านทุกท่านนะครับ วันนี้ผมมีเรื่องราวดีๆ คือ “8 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ” มาแบ่งปันเป็นของขวัญปีกระต่ายทองคำนี้นะครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านไล่ล่าหาความฝันตัวเองต่อไปในปีใหม่นี้นะครับ
 
ใครคือ Richard St. John? ผมขอเก็บไว้ตอนท้ายของโพสต์เลยนะครับ หัวใจสำคัญของโพสต์นี้ก็คือ “เคล็ดลับ 8 ประการสู่ความสำเร็จในชีวิต” ที่จะนำมาแบ่งปัน เล่าสู่กันฟังนั่นเอง
 
เมื่อไม่นานมานี้ Ted.com (Ted.com คืออะไร ไว้ตอนท้ายเช่นกันจ้า) ได้จัดทำเวอร์ชันภาษาไทยขึ้น ทำให้ผมลองเข้าไปเปิดดูแล้วพบการพูดที่น่าสนใจอันหนึ่งก็คือ “เคล็ดลับแปดประการสู่ความสำเร็จของริชาร์ด เซนต์จอห์น” เคล็ดลับเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ Richard คิดขึ้นเองนะครับ แต่เป็นสิ่งที่เขาค้นพบจากการสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จกว่า 500 คน ในเวลากว่าสิบปี แล้วพบว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จจะมีสิ่งที่คล้ายๆ กันอยู่ 8 อย่าง ดังนี้
 
ข้อที่ 1 Passion คือ ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เราก็จะมี Passion (ลุ่มหลง, ทำแล้วสนุกไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนี่อย) และ Passion นี่แหละที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเราให้เราไปถึงฝั่งฝันไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด บางคนอาจจะบอกว่าความฝันต้องแยกจากความจริงเพราะเราต้องกินต้องใช้ ถ้างั้นผมขอดึงคำพูดของ Richard มานิดนึงนะครับ
 

Do what you love, money will come anyway

 
ข้อที่ 2 Work คือ การประสบความสำเร็จไม่มีทางลัด ทุกอย่างต้องมาจากการทำงานหนัก อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอย่าเพิ่งเศร้านะ ก็ถ้าเราทำงานหนักแล้วทำให้เราไปถึงฝั่งฝัน มันก็คุ้มไม่ใช่เหรอ?
 
ข้อที่ 3 Good คือ เราต้องทำสิ่งที่เราทำให้อยู่ให้ดี ถ้าดีอยู่แล้วต้องทำให้ดีเยี่ยม ถ้าดีเยี่ยมแ้ล้วต้องทำให้สุดยอด เคล็ดลับง่ายๆ สามประการคือ ฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน
 
ข้อที่ 4 Focus คือ มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เราสนใจที่สุด เพื่อที่จะทุ่มเทแรงกายและแรงใจแบบ 100% ไปในงานที่ทำเพื่อให้ผลงานออกมาดีเลิศ ดีกว่าทำหลายๆอย่างแต่ผลงานได้เพียงระดับปานกลาง
 
ข้อที่ 5 Push คือ เส้นทางที่ยากลำบากมักทำให้เกิดความย่อท้อเสมอ ฉะนั้นแล้วเราต้องผลักดันตัวเองอยู่เสมอทั้งทางด้านแรงกาย และแรงใจ เดินต่อไปอย่าย้อท้อ และเขินอาย
 

It’s not always easy to push yourself, that’s why they invented Mothers

 
ข้อที่ 6 Serve คือ เราต้องให้บริการที่มีมูลค่าแก่ผู้อื่นเสมอ เพราะนี่คือวิธีการที่ทำให้เราร่ำรวย
 

Millionaires Serve others something of Value

 
ข้อที่ 7 Ideas คือ คงไม่ต้องให้คำจำกัดความของคำว่าไอเดียแล้วนะครับ แต่ที่อยากจะเน้นในโพสต์นี้คือ วิธีการที่ทำให้ได้มาซึ่งไอเดีย บางครั้งไอเดียก็มาเอง (ซึ่งมาบ้างไม่มาบ้าง) แต่ก็พอมีวิธีการในการสร้างไอเดียอยู่บ้าง ลองทำตามนี้นะครับ ฟังเยอะๆ > สังเกตมากๆ > สงสัย > ถามคำถาม > ได้คำตอบ > เชื่อมโยงหลายๆข้อสงสัยเข้าดัวยกัน
 
ข้อที่ 8 Persist คือ อย่าย่อท้อต่อความล้มเหลว, คำวิจารณ์, การปฏิเสธ และความกดดัน มุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป เก็บเอาคำติชมเพื่อนำมาพัฒนาตนเอง ไม่ใช่นำมาท้อแท้สิ้นหวัง เส้นทางแห่งความสำเร็จมักมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
 
ลองไปฟังการพูดครั้งนี้ได้ที่นี่ครับ ใช้เวลาไม่เกินห้านาที ฟังสนุก คุ้มค่า


TED is a small nonprofit devoted to Ideas Worth Spreading. It started out (in 1984) as a conference bringing together people from three worlds: Technology, Entertainment, Design. Since then its scope has become ever broader. Along with two annual conferences — the TED Conference in Long Beach and Palm Springs each spring, and the TEDGlobal conference in Oxford UK each summer — TED includes the award-winning TEDTalks video site, the Open Translation Project and Open TV Project, the inspiring TED Fellows and TEDx programs, and the annual TED Prize.

 


Richard St. John knew how he had found success — through his marketing company, the St. John Group, which boasted clients like Nortel and BlackBerry/Research in Motion. But he couldn’t get away from the question: Why him? He thinks of himself as an average guy, not talented at school, not terribly handsome or particularly lucky. So he spent more than a decade interviewing 500 people he defines as successful — from architect Frank Gehry to non-celebrities successful in their own lives.

Skunttz.com รวมฮิต Top 10 ปี 2010

0

จวบจนวันนี้ Skunttz.com ก็มีอายุขวบปีกว่าแล้วนะครับ ต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่เป็นกำลังใจทำให้ผมมีแรงใจในการเขียนและแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ ต่อไปนะครับ
 
ณ โอกาสสิ้นปีนี้ ผมจึงรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจที่เคยเขียนไว้ในปี 2010 นะครับ ลองตามกันไปดูเลยได้เลยครับ ^^
 
เริ่มต้นกันที่ Top 10 ของเนื้อหาที่มีผู้เข้าชมสูงสุดตลอดปี 2010 นะครับ ซึ่งอันดับหนึ่งนั้นจะเป็นโพสต์ไหนไปไม่ได้นอกจาก โพสต์เกี่ยวกับ iPad นั่นเองครับ
 

  • 1. Hot!!! “iPad” from Apple Special Announcement on Jan 27 โพสต์นี้เป็นโพสต์ที่ผมรอดูและฟัง Steve Jobs ในการเปิดตัว Product ใหม่ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครรู้นะครับว่าจะเป็น iPad (มีแค่การคาดการณ์กันเท่านั้น) ซึ่งหลังจากดูแล้วรู้สึกว่าสนุกและคุ้มค่ามากครับจึงอยากนำมาแบ่งปันกัน ก็เลยลุกขึ้นมาเขียนโพสต์นี้ต่อจนถึงตีสี่เลยครับ แล้วพอเห็นมีคนเข้ามาอ่านสูงสุดเป็นประวัติการณ์(ของตัวเอง) ก็รู้สึกดีใจมากและมีำกำลังใจในการเขีัยนโพสต์อื่นๆต่อไป
  • 2. เมื่อ QR Code มาเจอกับ Augmented Reality สืบเนื่องจากการที่เห็นหลายคนสงสัยว่า QR กับ AR มันต่างกันอย่างไร ผมก็เลยมาไขความกระจ่างด้วยโพสต์นี้ครับ ผลปรากฏว่ามีคน search มาเจอโพสต์นี้เยอะมากๆครับ กำลังใจเต็มกระเป๋าเลย
  • 3. Review: Apple iPhone OS 4 Event !!!! สืบเนื่องจากตอนที่ตื่นมาดู Steve Jobs ประกาศเรื่อง iPad แล้วผมประทับใจมาก จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่ต้องตื่นมาดู ลุงสตีฟ ทุกครั้งไป ซึ่ง iPhone OS 4 ก็ถือเป็น “Big Change” เหมือนกัน ผมจึงบันทึกเรื่องราวมาแบ่งปันเ่ช่นเคย
  • 4. แบบจำลองธุรกิจสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce Business Model) ถือเป็นบทความมีสาระที่มีผู้เข้าชมเยอะ อย่างไม่น่าเชื่อนะครับ อย่างไรก็ดีมันก็เป็นสิ่งน่ารู้สำหรับคนที่มีสายเลือด Entrepreneurship ในโลกออนไลน์ครับ
  • 5. Foursquare – Superhot location-based services เป็นอีกหนึ่ง Social Media ที่ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง และมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากตอนที่ผมเริ่มเขียนยังไม่มีเพื่อนรอบๆตัวเล่นกันเลย จนถึงตอนนี้ เพื่อนรอบตัวเล่นกันซะเกือบหมดแล้วครับ
  • 6. Web 2.0 คืออะไร คำนี้เป็นคำที่คนที่เล่นอินเตอร์เน็ตต้องเคยได้ยินอย่างแน่นอน จริงๆแล้วมันคืออะไรลองไปอ่านดูได้นะครับ
  • 7. MBA Review ตอนที่ 2 เมื่อรวมกับโพสต์ “MBA Review ตอนที่ 1” ถือว่าเป็นสองโพสต์ที่ผมชอบที่สุด เพราะมันเป็นการผสมผสานกันระหว่าง ประสบการณ์ที่ได้สัมผัส เนื้อหาวิชาการ และเปรียบเปรยเป็นการดูหนังซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบ ลองติดตามกันได้ครับ โดยในปีหน้านี้จะมีตอนที่ 3 และ 4 ออกมาอย่างแน่นอนครับ
  • 8. MBA Review ตอนที่ 1
  • 9. Valentine’s Day – รักจริงๆ ในวันวาเลนไทน์ ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังมากครับ แต่ยังวิเคราะห์หนังได้ไม่ดีนัก ยังดีที่ยังมีโพสต์เกี่ยวกับหนังติดอันดับ Top 10 กับเค้าด้วย ^^
  • 10. The Housemaid – รัก โลภ โกรธ หลง ฉบับเกาหลี หนังแนวๆ ของครอบครัวแนวๆ ที่สะท้อนความเป็นจริงในจิตใจมนุษย์ได้อย่างถึงแก่น ถ้ามีเวลาก็แนะนำให้ดูครับผม

 

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานนะครับ ^/\^
 

 

รีวิว RockMelt – Web Browser น้องใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่

1

วันนี้ผมขอนำคุณผู้อ่านไปพบกับ Browser น้องใหม่ล่าสุดนามว่า RockMelt ครับ

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน Web Browser นามว่า Netscape ได้ถือกำเนิดขึ้น (ก่อน Internet Explorer: IE ของ Microsoft ซะอีก) ด้วยความที่เป็น Browser ตัวแรกๆ ประกอบกับการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ทำให้ Netscape ได้กลายเป็น Web Browser เบอร์หนึ่ง ณ ตอนนั้นอย่างไม่ยากเย็นเท่าใดนัก โดยมีส่วนแบ่งตลาดกว่า 90% จนกระทั่งการเกิดขึ้นของ Internet Explorer หรือที่เราเรียกกันอย่างติดปากว่า IE ของค่าย Microsoft ที่ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของ Netscape ลดลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปเอง (ติดตามเกี่ยวกับสงคราม Browser ได้ที่นี่)

วันนี้ Marc Andreessen อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง Netscape กลับมาในสงคราม Browser อีกครั้งกับ RockMelt

RockMelt เป็น Browser แนวคิดใหม่ที่อยากให้กลุ่มคนที่รักการเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นชีวิตจิตใจ (Internet Savvy) สามารถท่องอินเตอร์เน็ตได้เร็วขึ้น มีลูกเล่นมากขึ้น และสนุกมากขึ้น เท่าที่ผมลองเล่นดูก็เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ ผมลองชำแหละลูกเล่นของ RockMelt ที่เด่นๆ ได้เป็นดังนี้ครับ

สงคราม Browser ระลอกใหม่ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร RockMelt จะสามารถยืนหยัดต่อสู้กับยักษ์ใหญ่อย่าง IE, Firefox, Safari, Opera หรือแม้แต่ Chrome ได้หรือไม่ ช่างเป็นสงครามที่น่าสนุกและน่าจับตามองอย่างใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่ง

1. การเชื่อมต่อกับ Social Network หัวใจหลักของ RockMelt คือการเชื่อมต่อกับ Facebook และ Twitter ทำให้ RockMelt เองสามารถใช้ประโยชน์ต่างๆ จาก Facebook และ Twitter อาทิ การโพสต์ข้อความ Facebook หรือการ tweet ผ่าน RockMelt Browser ได้เลย รวมถึงการแสดง Notification ไว้ที่แถบด้านขวาทำให้เราเห็นไดัทันทีโดยที่ไม่ต้องเข้าเว็บไซต์ Facebook หรือ Twitter อีกต่อไป (อารมณ์นี้เหมือน Tweetdeck หรือ HootSuite แต่มันมาอยู่บน Browser นั่นเอง)

สามารถ Update Status หรือ Tweet ได้ผ่าน Browser เลย


2. Facebook Chat ต้องยอมรับว่า Facebook Chat ผ่านเว็บไซต์ของ Facebook นั้นยังมีปัญหาเรื่อง Usability อยู่บ้างแต่ถ้าคุณหันมาใช้ RockMelt ปัญหานั้นก็จะหมดไปคุณจะรู้สึกว่า Facebook Chat นั้นทรงประสิทธิภาพอย่างมากเนื่องจากการใช้งานทำได้ไม่ต่างกับ Windows Live Messenger เลย แถมยังสามารถ chat กับเพื่อนๆในเครือข่าย Facebook ได้อย่างง่ายดาย แถมยังดู Recent Activity ใน Facebook ของคนที่เรา chat ด้วยได้อีก

Chat ได้ไม่ต่างกับ MSN หรือ GTalk


3. Feed RockMelt สามารถรับ feed ข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยจะเป็นเป็น Notification Bar ด้านขวาคอยบอกเราว่าในเว็บไซต์ต่างๆที่เราชอบเข้าไปอ่านนั้นมีบทความ หรือ มีกิจกรรมอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นบ้าง

แถบ Notification ด้านขวา และ Feed ของเว็บไซต์ TechCrunch.com


4. Share การแบ่งปันสิ่งที่เราสนใจถือเป็นหัวใจหลักของเครือข่ายสังคม ดังนั้น RockMelt จึงได้ทำปุ่ม Share เอาไว้ เมื่อนักท่องอินเตอร์เน็ตเจอหน้าเว็บไหนที่สนในอยากจะแบ่งปัน ก็สามารถกดปุ่ม Share ได้เลย โดยที่เราสามารถเลือกได้ว่าอยาก share บน Facebook หรือ Twitter

อยากแบ่งปันหน้าไหน ก็แค่กดปุ่ม Share


5. Search การค้นหาถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในโลกเว็บ 2.0 และแน่นอนการค้นหาบน RockMelt นั้นทำได้ง่ายดายขึ้นไปอีก คุณสามารถ search แล้วดู preview ของหน้านั้นๆก่อนที่จะออกจากหน้า search ได้ โดยที่ไม่ต้องเปิด tab ใหม่ หรือ เปิด browser ใหม่

Google จะโกรธมั้ยเนี่ย โฆษณาหายไปจากหน้า Search


6. ความเร็ว ด้วยความที่ RockMelt ถูกพัฒนาขึ้นด้วยฐานของ Chromium ดังนั้นแล้วความเร็วในการท่องอินเตอร์เน็ตจึงอยู่ในระดับเดียวกับ Google Chrome ซึ่งถือว่าเร็วจริงอะไรจริง

RockMelt พัฒนาจากฐานของ Chromium Project

สงคราม Browser ระลอกใหม่ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร RockMelt จะสามารถยืนหยัดต่อสู้กับยักษ์ใหญ่อย่าง IE, Firefox, Safari, Opera หรือแม้แต่ Chrome ได้หรือไม่ ช่างเป็นสงครามที่น่าสนุกและน่าจับตามองอย่างใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่ง

พฤติกรรมการใช้สื่อทางสังคม YouTube ของภาคธุรกิจในประเทศไทย

0

โพสต์สุดท้ายแล้วนะครับกับซีรี่ส์ของการใช้งาน Social Media ของภาคธุรกิจในประเทศไทย ตอนสุดท้ายนี้จะเป็นตอนเกี่ยวกับ YouTube Channel นะครับ

การสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อทางสังคมของภาคธุรกิจในประเทศไทย สำหรับกลุ่มบริษัทใน SET 50 โดยแบ่งตามประเภทอุตสาหกรรมดังนี้

  • กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) 4 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน (Financials) 9 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรม (Industrials) 2 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction) 7 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร (Resources) 12 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ (Services) 11 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology) 5 บริษัท

โดยที่ในการสำรวจครั้งนี้จะเป็นการสำรวจพฤติกรรมการใช้งาน Facebook ของกลุ่มบริษัทใน SET 50 และมีการเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 ถึง 12 สิงหาคม 2553

แสดงให้เห็นถึงการใช้งาน YouTube Channels ในภาคธุรกิจและกระแสตอบรับจากผู้ใช้งานทั่วไปที่ค่อนข้างน้อย อาจเป็นเพราะผู้ใช้งานทั่วไปยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์ของ YouTube Channel

เมื่อพิจารณาถึงการใช้งาน YouTube Channels พบว่ากลุ่มบริษัทใน SET 50 มีการโพสต์วีดีโอผ่าน YouTube Channel เฉลี่ยเพียง 4.5 วีดีโอตลอดช่วง 1 มิ.ย. – 12 ส.ค. 2553 โดยมีผู้สมัครเป็นสมาชิกเฉลี่ยเพียง 8.88 คน และวีดีโอได้รับการเปิดดูเฉลี่ย 818.63 ครั้งเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงการใช้งาน YouTube Channels ในภาคธุรกิจและกระแสตอบรับจากผู้ใช้งานทั่วไปที่ค่อนข้างน้อย อาจเป็นเพราะผู้ใช้งานทั่วไปยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์ของ YouTube Channel ประกอบกับบริษัทที่ใช้ YouTube Channel ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเสนอโฆษณาทางโทรทัศน์ผ่านสื่อนี้มากกว่า ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วบริษัทสามารถที่จะนำเสนอบทสัมภาษณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ตลอดจนรายละเอียดเชิงลึกของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านสื่อทางสังคมอย่าง YouTube Channel ได้มากกว่าโฆษณาทางโทรทัศน์

โดยมีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่มีการโพสต์วีดีโอผ่าน YouTube Channel มากที่สุด 21 วีดีโอ ตามมาด้วยบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) ที่ 6 วีดีโอ และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ 3 วีดีโอ ดังแสดงใน ภาพที่ 3 39

แสดงร้อยละการใช้งาน YouTube Channels


แสดงพฤติกรรมการใช้งาน YouTube Channels ของบริษัทและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานทั่วไป


แสดงจำนวนการโพสต์วีดีโอของแต่ละบริษัท


 

พฤติกรรมการใช้สื่อทางสังคม Twitter ของภาคธุรกิจในประเทศไทย

0

จากสองโพสต์ที่แล้วครับ เราได้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้งาน Social Media โดยรวม และการใช้งาน Facebook ไปแล้วนะครับ วันนี้ก็เป็นเวลาของ Twitter เรามาดูกันว่าจะเป็นอย่างไร

การสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อทางสังคมของภาคธุรกิจในประเทศไทย สำหรับกลุ่มบริษัทใน SET 50 โดยแบ่งตามประเภทอุตสาหกรรมดังนี้

  • กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) 4 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน (Financials) 9 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรม (Industrials) 2 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction) 7 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร (Resources) 12 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ (Services) 11 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology) 5 บริษัท

โดยที่ในการสำรวจครั้งนี้จะเป็นการสำรวจพฤติกรรมการใช้งาน Facebook ของกลุ่มบริษัทใน SET 50 และมีการเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 ถึง 12 สิงหาคม 2553

ร้อยละ 73.82 เป็นการทวีต (Tweet) ของบริษัทเอง ร้อยละ 22.04 เป็นการตอบสนองการทวีตของผู้ใช้งานอื่น และมีเพียงร้อยละ 4.14 เป็นการรีทวีต (Retweet) ข้อความสั้นของผู้ใช้งานอื่น แสดงให้เห็นการมีส่วนร่วม (Engage) กับผู้ใช้งาน Twitter อื่นๆที่ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นการเผยแพร่ข้อความสั้นของบริษัทเองเท่านั้น

เมื่อพิจารณาถึงการใช้งาน Twitter Accounts พบว่ากลุ่มบริษัทใน SET 50 มีการทวีต (Tweet) ข้อความสั้นผ่าน Twitter Accounts เฉลี่ย 15.69 ข้อความต่อสัปดาห์ และมีจำนวนผู้ติดตามเฉลี่ย (Followers) 3,170 คน ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งานที่บริษัทติดตาม (Following) เฉลี่ย 1,379 คน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงินมีการใช้งาน Twitter Accounts สูงถึงร้อยละ 77.78 (ภาพที่ 3 30) และมีจำนวนผู้ติดตามเฉลี่ย(Followers) ที่ 5,172 คน อันดับถัดมาคือกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีการใช้งานร้อยละ 60 และมีจำนวนผู้ติดตามเฉลี่ย(Followers) ที่ 5,431 คนซึ่งสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงินเล็กน้อย

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมการใช้งาน Twiiter Accounts ของบริษัทเหล่านี้ พบว่าร้อยละ 73.82 เป็นการทวีต (Tweet) ของบริษัทเอง ร้อยละ 22.04 เป็นการตอบสนองการทวีตของผู้ใช้งานอื่น และมีเพียงร้อยละ 4.14 เป็นการรีทวีต (Retweet) ข้อความสั้นของผู้ใช้งานอื่น แสดงให้เห็นการมีส่วนร่วม (Engage) กับผู้ใช้งาน Twitter อื่นๆที่ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นการเผยแพร่ข้อความสั้นของบริษัทเองเท่านั้น

แสดงค่าเฉลี่ยจำนวนครั้งการ Tweet ผ่าน Twitter Account ของบริษัท


แสดงร้อยละการใช้งาน Twitter Accounts


แสดงค่าเฉลี่ยจำนวนผู้ติดตาม (Followers) Twitter Accounts ของบริษัท และจำนวนผู้ใช้งานที่บริษัทติดตาม (Following)


แสดงร้อยละกิจกรรมการใช้งาน Twitter Accounts ของบริษัท


โดยบริษัทที่มีจำนวนผู้ติดตามสูงสุดสามอันดับแรก ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2553 ได้แก่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีจำนวนผู้ติดตามสูงถึง 14,923 คน ตามมาด้วย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีจำนวนผู้ติดตาม 12,352 คน และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีจำนวนผู้ติดตามทั้งสิ้น 11,852 คน

แสดงร้อยละของพฤติกรรมการใช้งาน Twitter ของบริษัท


แสดงจำนวนผู้ติดตามของ Twitter Accounts ของแต่ละบริษัท


แล้วตอนหน้ามาพบกับตอนสุดท้ายของซีรี่ส์พฤติกรรมการใช้งาน Social Media นะครับ จะเป็นพฤติกรรมการใช้งานของ YouTube Channel นั่นเอง

 

พฤติกรรมการใช้สื่อทางสังคม Facebook ของภาคธุรกิจในประเทศไทย

2

ต่อเนื่องจากโพสต์ที่แล้วนะครับที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งาน Social Media ของกลุ่มบริษัทใน SET50 ครับ คราวนี้เราลองมาพิจารณาเจาะลงไปที่พฤติกรรมการใช้งาน Facebook กันเลยนะครับ

การสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อทางสังคมของภาคธุรกิจในประเทศไทย สำหรับกลุ่มบริษัทใน SET 50 โดยแบ่งตามประเภทอุตสาหกรรมดังนี้
 

  • กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) 4 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน (Financials) 9 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรม (Industrials) 2 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction) 7 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร (Resources) 12 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ (Services) 11 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology) 5 บริษัท

 
โดยที่ในการสำรวจครั้งนี้จะเป็นการสำรวจพฤติกรรมการใช้งาน Facebook ของกลุ่มบริษัทใน SET 50 และมีการเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 ถึง 12 สิงหาคม 2553

Facebook Fan Page เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงประสิทธิภาพ หรือ เป็นเพียงกระแสคลื่นกระแสหนึ่งในมหาสมุทรอันกว้างใหญ๋ เวลาเท่านั้นครับที่จะเป็นคำตอบ

พิจารณาถึงการใช้งาน Facebook Fan Page พบว่ากลุ่มบริษัทใน SET 50 มีการโพสต์ข้อความใน Facebook Fan Page เฉลี่ย 5.92 ข้อความต่อสัปดาห์ และจำนวนแฟนใน Facebook Fan Page เฉลี่ยอยู่ที่ 6,587 คน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงินมีการใช้งาน Facebook Fan Page สูงถึงร้อยละ 77.78 และมีจำนวนแฟนเฉลี่ยที่ 10,980 คน อันดับถัดมาคือกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีการใช้งานร้อยละ 60 และจำนวนแฟนเฉลี่ย 9,993 คน ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ แม้ว่าจะมีร้อยละการใช้งานสูงเป็นอันดับสามที่ร้อยละ 45.45 แต่จำนวนแฟนเฉลี่ยกลับอยู่ที่อันดับสี่ ที่จำนวน 1,133 คน

นอกจากนี้จาก พบว่าการมีส่วนร่วมของแฟนต่อ Facebook Fan Page นั้นค่อนข้างสูงมาก โดยร้อยละ 91.46 ของข้อความที่บริษัทโพสต์นั้นจะได้รับ “Like” จากแฟน และร้อยละ 79.70 ได้รับ “Comment” จากแฟน ยิ่งไปกว่านั้นร้อยละของข้อความที่แฟนเข้าไปโพสต์บน Facebook Fan Page ของบริษัทนั้นคิดเป็นร้อยละ 73.95 แสดงให้เห็นถึงความสนใจของแฟนที่มีต่อ Facebook Fan Page ของบริษัทที่ค่อนข้างสูง

แสดงค่าเฉลี่ยจำนวนการโพสต์ข้อความลงบน Facebook Fan Page


แสดงร้อยละการใช้งาน Facebook Fan Page


แสดงจำนวนแฟนเฉลี่ยของ Facebook Fan Page


แสดงร้อยละการมีส่วนร่วมของแฟนต่อ Facebook Fan Page ของบริษัท


แสดงร้อยละของพฤติกรรมการใช้งาน Facebook ของบริษัท


โดยบริษัทที่มีจำนวนแฟนสูงสุดสามอันดับแรก ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2553 ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีจำนวนแฟนสูงถึง 55,753 คน ตามมาด้วย บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีจำนวนแฟน 23,715 คน และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) มีจำนวนแฟนทั้งสิ้น 17,225 คน

แสดงจำนวนแฟนของ Facebook Fan Pages ของแต่ละบริษัท


สรุปได้ว่ากลุ่มบริษัทใน SET50 มีความตื่นตัวในการใช้ social media อย่าง Facebook เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร และประชาสัมพันธ์ต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมากครับ นับว่า Facebook Fan Page เป็นเครื่องคือที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งสำหรับบริษัท องค์กร หรือแม้แต่กลุ่ม SMB ในการติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภค

Facebook Fan Page เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงประสิทธิภาพ หรือ เป็นเพียงกระแสคลื่นกระแสหนึ่งในมหาสมุทรอันกว้างใหญ๋ เวลาเท่านั้นครับที่จะเป็นคำตอบ

 

พฤติกรรมการใช้ Social Media ของบริษัทใน SET50

2

การสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อทางสังคมของภาคธุรกิจในประเทศไทย สำหรับกลุ่มบริษัทใน SET 50 โดยแบ่งตามประเภทอุตสาหกรรมดังนี้
 

  • กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) 4 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน (Financials) 9 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรม (Industrials) 2 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction) 7 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร (Resources) 12 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ (Services) 11 บริษัท
  • กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology) 5 บริษัท

 
โดยที่ในการสำรวจครั้งนี้จะเป็นการสำรวจพฤติกรรมการใช้งานสื่อทางสังคมของกลุ่มบริษัทใน SET 50 ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยสามอันดับแรก ได้แก่ Facebook Twitter และ YouTube การเก็บข้อมูลเป็นการเรียกขอข้อมูลผ่านทาง Facebook API Twitter API และ YouTube API ตามลำดับ และมีการเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 ถึง 12 สิงหาคม 2553

Facebook Fan Page และ Twitter เป็นสื่อทางสังคมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจาก 50 บริษัทใน SET 50

พบว่าร้อยละ 60 ของบริษัทใน SET 50 มีการใช้สื่อทางสังคมอย่างน้อยหนึ่งสื่อจากสื่อทางสังคมอย่าง Facebook Twitter และ YouTube ในขณะเดียวกันมีเพียงร้อยละ 20 ที่ใช้สื่อทางสังคมครบทั้งสามสื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้าหรือผู้บริโภค โดยที่กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงินมีการใช้สื่อทางสังคมอย่างน้อยหนึ่งสื่อสูงถึงร้อยละ 88.89 ตามมาด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมบริการและกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่ร้อยละ 63.64 และ 60.00 ตามลำดับ
 

ร้อยละของบริษัทใน SET 50 ที่ใช้สื่อทางสังคมที่กำหนดในการสำรวจอย่างน้อยหนึ่งสื่อ

 
ร้อยละของบริษัทใน SET 50 ที่ใช้สื่อทางสังคมที่กำหนดในการสำรวจครบทั้งสามสื่อ

 
โดยที่ Facebook Fan Page และ Twitter เป็นสื่อทางสังคมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจาก 50 บริษัทใน SET 50 ใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 50 และ 48 ตามลำดับ ในขณะที่ร้อยละ 22 ของบริษัทเหล่านี้มีการใช้ YouTube Channel เป็นช่องทางในการเผยแพร่คลิปวีดีโอต่างๆ ของบริษัท โดยส่วนใหญ่เป็นการนำโฆษณาทางทีวีของบริษัท มาทำเป็นคลิปวีดีโอแล้วเผยแพร่ใน YouTube Channel
 
ร้อยละของบริษัทที่ใช้สื่อทางสังคมแต่ละประเภท

Social Game

0

ช่วงนี้ผมเขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับ Social ค่อนข้างบ่อย ไม่ว่าจะเป็น Social Networking Phone, Social Media หรือแม้แต่ Social Search ไหนๆแล้วก็ขอเพิ่มเรื่องเกี่ยวกับ Social อีกสักเรื่องละกันครับ นั่นก็คือ “Social Game”
 
เชื่อว่าคุณคงเคยเล่น Social Game กันมาบ้างแล้วนะครับ ถ้ายังไม่คุ้นลองนึกถึงชื่อเหล่านี้นะครับ

  • Friends For Sales
  • FarmVille
  • Mafia War
  • Restaurant City
  • etc.

2 Social Games สุดฮิต จากค่าย Zynga

หลายๆท่านพออ่านมาถึงตรงนี้คงเข้าใจว่าคำว่า Social Game คงเป็นเกมส์บน Facebook หรือเป็นเกมส์บนเครือข่ายสังคม (Social Network)เท่านั้น แต่จริงๆแล้ว Social Game เป็นเกมส์ที่มีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างบุคคลนั่นเอง ซึ่งเกมส์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว อย่างเช่น เกมส์ Counter-Strike (ที่เล่นกับเพื่อนไม่ได้เล่นกับ bot) เกมส์เศรษฐี หรือถ้ายังเก่าไม่พอก็ย้อนไปที่เกมส์บันไดงูนู่นเลย
 
ในปัจจุบันการเติบโตอย่างรวดเร็วของเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter มีบทบาทต่อสังคมและการดำเนินชีวิตของมนุษย์ค่อนข้างมาก ดังนั้นในปัจจุบันคำว่า Social Game จึงมักจะถูกอ้างถึงในเชิงเครือข่ายสังคม (Social Network) มากกว่า ซึ่งทำให้พวกเราสามารถเล่น Social Game ต่างๆนี้ ได้จากที่บ้าน ห้องนอน หรือแม้แต่ห้องน้ำ (กล่าวคือทุกที่ที่มีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตนั่นเอง) โดยที่ Feature หลักของ Social Game เหล่านี้คือการพยายามหล่อหลอมรวมโลกแห่งจินตนาการเข้ากับโลกความเป็นจริง อย่างเช่น เกมส์ Friends For Sales ที่วิธีเล่นคือการซื้อ-ขาย(จินตนาการ) เพื่อนของเรา(ความเป็นจริง) เหมือนการซื้อ-ขายหุ้น
 
ยักษ์ใหญ่ของวงการ Social Game ในปัจจุบัน คือ Zynga (ผู้ผลิตเกมส์ Mafia Wars และ FarmVille) และ Playfish (ผู้ผลิตเกมส์ Restaurant City)

โลกแห่งจินตนาการและโลกแห่งความเป็นจริงกระชับแน่นแฟ้นมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ด้วยเทคโนโลยีต่างๆที่พัฒนาอย่างรวดเร็วทั้ง Location-based Service (ลองอ่านที่นี่) และ QR & AR Code (ลองอ่านที่นี่) จะช่วยให้โลกแห่งจินตนาการและโลกแห่งความเป็นจริงกระชับแน่นแฟ้นมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วตอนหน้าผมจะพาไปรู้จักกับ Social Game พันธุ์ไทยแท้ นะครับ ^^

Business Simulation – ประสบการณ์ดีๆ ที่นั่งเรียนอย่างเดียวไม่มีทางรู้

0

ในการทำธุรกิจนั้นความผิดพลาดถือเป็นบทเรียนที่สำคัญและมีคุณค่าที่สุดบทหนึ่งไม่แพ้เรื่องวิชาการความรู้ หรือประสบการณ์การทำงาน แต่โลกความเป็นจริงในการทำธุรกิจนั้น คุณสามารถทำผิดพลาดได้สักกี่ครั้ง……. ดังนั้นการจำลองการทำธุรกิจ (Business Simulation) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดในการทำธุรกิจได้โดยที่ไม่ต้องเจ็บตัวจริง และในการจำลองการทำธุรกิจเป็นเวลาหนึ่งวันของผมครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ลองนำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาใช้ในการทำธุรกิจ การกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ตลอดจนได้มีโอกาสแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้
 
สิ่งแรก คือการกำหนดเป้าหมายในการทำธุรกิจระยะยาวนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นตัวที่กำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตามถ้าเรามีเพียงเป้าหมายระยะยาว โดยที่ขาดเป้าหมายระยะสั้นแล้วนั้น ก็อาจจะทำให้เราไม่สามารถไปถึงเป้าหมายระยะยาวได้ เพราะเป้าหมายระยะสั้นก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันที่จะช่วยส่งเสริมให้เราไปถึงเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งไว้ได้ โดยไม่ล้มระหว่างการเดินทาง
 

ถ้าเราเดินลุยไปข้างหน้าอย่างเดียวโดยไม่มองย้อนกลับมาดูตัวเองว่าเรามีความพร้อมในการเดินแค่ไหน ก็อาจจะทำให้เราสะดุดล้มระหว่างทางได้เช่นกัน

แม้ว่าเป้าหมายของเราคือการเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเราเดินลุยไปข้างหน้าอย่างเดียวโดยไม่มองย้อนกลับมาดูตัวเองว่าเรามีความพร้อมในการเดินแค่ไหน ก็อาจจะทำให้เราสะดุดล้มระหว่างทางได้เช่นกัน ในทำนองเดียวกันถ้าเรามัวแต่ทำตัวเองให้พร้อมโดยที่ไม่ยอมเดินไปข้างหน้าก็จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส ซึ่งอาจจะมีคู่แข่งหน้าใหม่เดินนำหน้าเราไปก่อนได้ ดังนั้นแล้วในการทำธุรกิจนั้นเราควรสร้างสมดุลของการเดินไปข้างหน้าควบคู่กับการทำตัวเองให้พร้อม
 
ประเด็นถัดมาคือ เราควรมีการวิเคราะห์ถึงอุตสาหกรรมที่ธุรกิจของเราดำเนินการอยู่ เพื่อหาถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factor) ของอุตสาหกรรม เนื่องจากในการทำธุรกิจนั้นเรามีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด เราไม่สามารถดำเนินการได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเลือกดำเนินการในสิ่งที่สามารถผลักดันองค์กร และธุรกิจของเราให้ประสบความสำเร็จได้โดยใช้ทรัพยากรที่น้อยที่สุด
สุดท้ายคือเราต้องกล้าเปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราจะวางกลยุทธ์มาดีแค่ไหน แต่เมื่อถึงเวลาที่นำไปใช้แล้วเกิดปัญหา ไม่สามารถทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้ซึ่งอาจจะเกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น เราต้องกล้าที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่มัวยึดติดกับเป้าหมายและกลยุทธ์เดิมที่เคยตั้งไว้
 
กล่าวโดยสรุป คือการจำลองการทำธุรกิจนั้นเป็นส่วนเติมเต็มของการเรียนรู้ภาคทฤษฏีในการบริหารธุรกิจ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ในการวางแผน แก้ปัญหา ตลอดจนการจัดการความเสี่ยง ทำให้เรามีความเข้าใจในการบริหารธุรกิจที่สมบูรณ์มากขึ้น และทำให้มีความมั่นใจในการบริหารธุรกิจ หรือการเริ่มต้นธุรกิจมากขึ้น

พฤติกรรมการใช้ Social Media ของบริษัทใน Fortune 100

3

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัท Burson-Marsteller ได้ทำการรายงานพฤติกรรมการใช้งานสื่อทางสังคม (Social Media) ของบริษัทใน Fortune Global 100 ซึ่งทั้ง 100 บริษัืทสามารถแบ่งได้เป็น

  • 29 บริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา
  • 48 บริษัทในทวีปยุโรป
  • 20 บริษัทในทวีปเอเซีย
  • 3 บริษัทในทวีปอเมริกาใต้

ซึ่งเป็นการสำรวจและเก็บข้อมูลในช่วง พฤศจิกายน 2009 ถึง มกราคม 2010 ของสื่อทางสังคมที่ได้รับความนิยมสูงสุดสี่อันดับแรกทั้ง Facebook, Twitter, YouTube และ Corporate Blog ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่าง ดังนี้
 
พบว่าร้อยละ 79 มีการใช้สื่อทางสังคมอย่างน้อยหนึ่งสื่อจากสื่อทางสังคมที่ใช้พิจารณาในการสำรวจนี้ ในขณะเดียวกันมีเพียงร้อยละ 20 ที่ใช้สื่อทางสังคมครบทั้งสี่สื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้าหรือผู้บริโภค
 

ร้อยละของบริษัทที่ใช้สื่อทางสังคมที่กำหนดในการสำรวจอย่างน้อยหนึ่งสื่อ

 
ร้อยละของบริษัทที่ใช้สื่อทางสังคมที่กำหนดในการสำรวจครบทั้งสี่สื่อ

 
โดยที่ Twitter เป็นสื่อทางสังคมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจาก 100 บริษัทแรกใน Fortune Global 500 index ที่ร้อยละ 65 ตามมาด้วย Facebook Fan Page และ YouTube Channel ที่ร้อยละ 54 และ 50 ตามลำดับ ในขณะที่หนึ่งในสามของบริษัทเหล่านั้นยังมีการใช้ Corporate Blog เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้าและผู้บริโภค
 
ร้อยละของบริษัทที่ใช้สื่อทางสังคมแต่ละประเภท

 
บริษัทส่วนใหญ่นั้นมีระดับการใช้งานสื่อทางสังคมที่ค่อนข้างสูง ซึ่งโดยส่วนใหญ่มาจากการใช้งาน Twitter โดยร้อยละ 82 ของบริษัทเหล่านั้นมีการ Tweet ในทุกสัปดาห์เฉลี่ยบริษัทละ 27 tweets ในขณะที่ร้อยละ 59 มีการโพสต์ข้อความใน Facebook Fan Page เฉลี่ย 3.6 โพสต์ต่อบริษัท ในส่วนของการแชร์วีดีโอและการเขียนบล็อกนั้นมีความถี่และปริมาณที่น้อยกว่า โดยมีการแชร์วีดีโอผ่าน YouTube ในรอบหนึ่งเดือนคิดเป็นร้อยละ 68 และร้อยละ 36 สำหรับการเขียนบล็อก
 
ความถี่และปริมาณการมีส่วนร่วมผ่านสื่อทางสังคม

 
คราวหน้ามาดูกันว่าแล้วพฤติกรรมการใช้ Social Media ของบริษัทในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร อย่าลืมติดตามกันนะครับ